ยามที่ต้องวางแผนการเดินทางในแต่ละครั้ง ฤดูกาลเป็นปัจจัยสำคัญที่มักนำมาคำนึงถึงเป็นลำดับต้นๆ โดยมากแล้วฤดูฝนมักเป็นช่วงซบเซาของการท่องเที่ยวในบ้านเรา ด้วยความเฉอะแฉะ วางแผนการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ และกิจกรรมกลางแจ้งได้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า ต้นไม้ใบหญ้าเวลาได้น้ำฝนมันช่างสดชื่น สีเขียวสดใส ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าได้สีหวานๆ ของดอกไม้นานาพรรณมาแต่งแต้มด้วยแล้ว ก็จะเกิดเป็นทิวทัศน์พิเศษที่ไม่เหมือนเวลาไหนๆ ของปี  

จังหวัดชัยภูมิ เป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่การท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในหน้าฝน ถ้าคิดถึงการท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ สิ่งที่โดดเด่นก็คงหนีไม่พ้นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 7 ของประเทศแต่มีความหนาแน่นของประชากรไม่มากนักแห่งนี้เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ของทุ่งนาที่กว้างโล่ง หากเดินทางในยามหน้าฝน สองข้างทางเหมือนปูพรมสีเขียวสดใส เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง โดยมีไฮไลท์คือ ทุ่งดอกกระเจียวที่มีให้ชมกันเพียง 3 เดือนเท่านั้นในแต่ละปี 

เริ่มต้นตั้งแต่ มิถุนายนจนถึงสิงหาคม ดอกกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติ ป่าหินงาม และไทรทอง ก็เริ่มทยอยผลิดอก ฤดูท่องเที่ยวเปิดแล้ว กระเจียวก็บานงานก็ยังไม่เสร็จ ก็หอบหิ้วไปทำระหว่างเที่ยวเลยแล้วกัน สำหรับการชมทุ่งดอกกระเจียวนี้นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมตั้งแต่เช้าตรู่ ในวันที่ความชื้นพอเหมาะ หมอกสีขาวจะแต่งแต้มผืนป่าให้มีฉากหลังที่นุ่มละมุน แต่ถ้าฟ้าใสไร้หมอก แดดยามเช้าก็จะขับให้สีสันของป่าและดอกไม้ยิ่งชัดเจนสดใสมากขึ้น เส้นทางเดินชมดอกกระเจียวระหว่างสองอุทยาน ของอุทยานแห่งชาติป่าหินงามจะง่ายกว่าและเดินสั้นกว่า ไม่ต้องถามเลยว่าเราเลือกเส้นทางไหนสำหรับการเดินทางครั้งนี้

เนื่องจากมีผู้เข้ามาชมดอกกระเจียวเป็นจำนวนมาก ทางอุทยานจัดการระบบจราจรไว้รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยจะต้องจอดรถในที่ที่จัดให้ และเดินเท้าผ่านร้านรวงต่างๆ มากมาย ซึ่งสินค้าล้วนแต่น่าสนใจ เป็นซอยละลายทรัพย์ของที่นี่ จากนั้นก็ขึ้นรถเวียนราคาตลอดสายรวมวนกลับ ๓๐ บาทต่อคน รถเวียนจะพาไปด้านบนสุดก่อน คือผาสุดแผ่นดิน และทุ่งดอกกระเจียว จากนั้นสามารถเลือกที่จะกลับลานจอดรถเลย หรือจะไปลานหินงามต่อก็ย่อมได้

ผาสุดแผ่นดิน เป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาพังเหย มองลงไปด้านล่างจะเห็นจังหวัดลพบุรี แผ่นหินยอดนิยมที่ยื่นออกไปจากหน้าผาเล็กน้อย เป็นจุดที่หลายคนหวังใจจะมาถ่ายรูปน่าหวาดเสียวเก็บกลับไปเป็นที่ระลึก วิวเบื้องล่างอาจจะไม่เปิดมากนัก เนื่องจากความหนาแน่นของต้นไม้ แต่นั่นก็คือสิ่งที่น่าชื่นใจที่ได้เห็น

จากผาสุดแผ่นดิน เราต้องเดินเท้าผ่านป่าเล็กน้อยจะถึงทางเดินยกระดับสำหรับชมดอกไม้โดยรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด รวมเส้นทางเดินเท้าทั้งหมดประมาณ ๑ กม. เนื่องจากรีบมาชมแต่เช้าตรู่ แสงเช้าลอดระหว่างลำต้นของต้นไม้ในป่า เกิดเป็นเงาที่ทาบยาวไปกับพื้นดูสวยงามแปลกตา กระเจียวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอยู่ในวงศ์ขิง มีเหง้าในดิน และจะแตกช่อดอกออกมาให้ชมกันในฤดูฝนเท่านั้น ตลอดเวลาที่เหลือมันจะรอคอยอยู่ใต้ดินเงียบๆ ภูมิประเทศที่มักจะพบดอกกระเจียวคือใต้ร่มไม้ใหญ่ในป่าโปร่ง กระเจียวมีหลายชนิด บางชนิดสามารถนำไปเป็นผักจิ้มน้ำพริกได้ด้วย ปีนี้ดอกกระเจียวบานไม่มากเนื่องจากภูมิอากาศของปี แต่ก็ยังมีจุดที่มีดอกหนาแน่นให้ชื่นชมและบันทึกภาพ ทางเดินยกระดับแข็งแรง ทอดยาว พาเรากลับลงสู่จุดจอดรถขาลงที่จัดไว้ไม่ไกล อาจเกิดสับสนเลือกไม่ถูกระหว่างช้อปปิ้งกับมื้อเช้า แล้วแต่ว่าพลังอย่างไหนจะรุนแรงกว่ากัน

เมื่อมุ่งหน้าออกจากอุทยานบริเวณอำเภอเทพสถิตยังมีวิวแปลกตา ของกังหันลมผลิตไฟฟ้าตัดกับบ้านเรือนเรียบง่ายแบบชนบทให้ชม ไม่ว่าจะระยะใกล้หรือระยะไกลที่มองได้จากข้างหน้าต่างรถ หากดื่มด่ำธรรมชาติและทิวทัศน์เป็นที่พอใจแล้ว ก็ได้เวลาหาที่นั่งทำงานเสียที ปัจจุบันชัยภูมิมีร้านอาหารและคาเฟ่น่านั่งมากมาย แต่จะขอแนะนำสองร้านสองสไตล์ น่านั่งนานๆ ทั้งคู่ ร้านแรกคือ Cheat Day ร้านกาแฟในเมือง ตกแต่งด้วยโทนสีขรึมๆ เท่ห์ๆ ถ่ายรูปขึ้นและนั่งสบาย ทั้งเครื่องดื่มและขนมหวานของร้าน ต่างก็ยึดมั่นในจุดยืนดังชื่อร้านที่บอกว่า วันนี้จะลืมเรื่องนับแคลอรี่ไปสักวัน บรรยากาศในร้านเงียบสงบ มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆ จากโต๊ะข้างๆ ละเลียดชีสเค้กหอมๆ เนื้อละเอียด โทสต์ และซอฟต์ครีม มีปลั๊กสำหรับเสียบสายชาร์จหลายจุด เหมาะอย่างยิ่งหากต้องการยึดเป็นที่ทำงานชั่วคราวแบบพรั่งพร้อมด้วยขนมนมเนย

คาเฟ่อีกแห่งในบรรยากาศอีกขั้วอยู่นอกเมือง ริมถนนชัยภูมิ-สีคิ้ว มาเด้อมานาคาเฟ่ เพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่นาน ร้านตกแต่งในสไตล์ท้องนาและคาเฟ่ ที่นั่งเป็นซุ้มแยกห่างกันเหมือนเถียงนา เชื่อมกันด้วยสะพานไม้แคบๆ มีลูกเล่นที่แต่ละซุ้มจะหน้าตาไม่เหมือนกันเลย ในปัจจุบันขณะที่เทรนด์ท้องนากำลังเป็นที่นิยม คาเฟ่และร้านรวงที่ออกแบบโดยอาศัยบรรยากาศท้องนาอาจหาได้ทั่วไป แต่สิ่งที่เป็นทีเด็ดของที่นี่ก็คือ แต่ละซุ้มที่ตั้งเรียงรายให้ลูกค้าได้จับจองพักผ่อน เป็นด้านที่รับลมธรรมชาติเต็มๆ และออกแบบให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้นด้วยหลังคามุงจากที่มีจั่วสูงเป็นพิเศษ ลองได้นั่งแล้วจะอยากนอน และอยากใช้เวลาที่นี่นานๆ ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มออกไปทางร้านกาแฟ และ อีสานออเดิร์ฟ อาหารที่สั่งถูกเสิร์ฟมาในกระจาดและชามดินเผาสวยงามและรสชาติดี

จะให้ครบเครื่อง หากเข้าตัวเมือง อย่าลืมแวะชมโบราณสถานพระธาตุปรางค์กู่ที่สามารถจอดรถแล้วลงไปชมได้เลย ทำให้มีผู้แวะเวียนมาชมไม่ขาดสาย พระธาตุแห่งนี้มีอายุราวๆ ๘๐๐ ปี สร้างด้วยศิลาแลง โดยได้รับอิทธิพลมาจากขอม คาดว่าเป็นยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เราสามารถเข้าไปเดินชมภายในได้โดยอิสระ โครงสร้างที่เหลืออยู่ยังแสดงให้เห็นถึงผังที่คล้ายอโรคยาศาล หรือก็คือขอให้ประชาชนไม่มีโรคภัย ซึ่งชาวชัยภูมิเองก็เคารพพระธาตุปรางค์กู่เป็นอย่างสูง ในบริเวณโดยรอบ ยามเย็นเด็กๆ มาวิ่งเล่นบนสนามหญ้า ฝั่งหนึ่งมีคณะแอโรบิคท่าทางน่าสนุก หนทางสู่การไม่มีโรคภัยอาจเริ่มง่ายๆ ที่รอบๆ บริเวณของพระธาตุนี่เอง

ก่อนกล่าวลาชัยภูมิสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ปิดท้ายด้วยบึงละหานยามพระอาทิตย์ตก เมื่อแสงแดดค่อยๆ ลับตาไปกลายเป็นดวงอาทิตย์อัสดงที่เจิดจ้าสะท้อนกับผิวน้ำเป็นประกาย ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และสดชื่น มองไปอีกฝั่งของบึงเห็นกังหันลมเรียงรายเป็นเงาดำกับทิวเขาจางๆ อยู่ด้านหลัง ความเรียบง่ายเช่นนี้แหละที่ช่วยให้เราได้หยุดพักและใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น เก็บเรี่ยวแรงไว้สานต่อชีวิตในภาคของคนทำงานกันต่อไป